ได้มีโอกาสได้ทริปดอยสะเก็ดกับ Bkksprolab และผู้ร่วมทริปอีก 8 คน เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก และสนุกสนานเป็นกัน
สำหรับวันแรกได้ีรับเกียรติจาก อ.พัชนี มาบรรยายเกี่ยวกับกาแฟและตอบทุกคำถามที่เจาะลึก แบบถึงลูกถึงคน

ต้นกาแฟระดับหัวไม้ขีดขายในราคาต้นล่ะ 50 สตางค์
ในช่วงเช้าก็ยังอยู่ในศูนย์วิจัยที่ มช. ดูแปลงเพาะปลูกต้นกล้า กาแฟกะลา สารกาแฟ ร่วมถึงเครื่องคั่ว ก่อนจะเดินทางออกไปดอยสุเทพ

โชคดีเจอต้นที่โตช้า พึ่งออกดอก

อ.พัชนีกำลังบรรยายต้นกาแฟสายพันธ์ต่างๆ,/p>
ตอนบ่ายทริปของเราได้เดินทางมาที่สวนกาแฟที่ดอยปุย (หรือเปล่าไม่แน่ใจ หลับมาตลอดทาง) อ.พัชนี ได้บอกว่ามีกาแฟหลากหลายพันธ์ที่ปลูกไว้ ส่วนมากเป็นพันธ์เก่าๆที่ปลูกไว้เมื่อหลายสิบปีแล้ว เพื่อศึกษาทางวิชาการ และในส่วนของผลผลิตก็นำมาทำกระบวนการแบบเปียก พอตากแห้งเสร็จก็นำไปที่ มช. เพื่อบ่ม สีกะลา คั่ว บรรจุถุงจำหน่ายในส่วนของ มช. ต่อไป
จากนั้นก็เป็นส่วนของการท่องเที่ยว ไหว้พระธาตุดอยสุเทพ ตอนค่ำๆไปกินอาหารในบริเวณนิมมานฯ แวะร้าน อิมเพรสโซ่ และเดินย่อยก่อนจะกลับที่พักไปนอนเอาแรงเพื่อขึ้นดอย
ตื่นเช้ามา ก็เดินทางไปที่ร้าน October เพื่อเรียนรู้การชิมกาแฟเบื้องต้น แต่อยากจะบอกว่ากาแฟที่ชิมทั้ง 5 ตัว นั้นมีแต่กาแฟดีๆ คือคงดีเกินไปจนอาจจะลืมกาแฟแย่ๆไปหมด กาแฟในร้าน October ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กาแฟที่ชิมเช่นกัน แต่กาแฟที่ดอยสะเก็ดจะสู้กาแฟทั้ง 5 ตัวนี้ได้หรือเปล่า ต้องขึ้นดอยไปพิสูจน์กัน

Cupping @ October Coffee & Food
การเดินทางมาที่ หมู่บ้านเทพเสด็จ บนดอยสุเทพไม่ลำบากมากนัก แต่ก็มีทางชันและคดเคี้ยวในแบบของดอยทั่ว เมื่อมาถึงไร่กาแฟ พี่โขงเจ้าของไร่ก็มาต้อนรับและบรรยาย กระบวนการหลังเก็บเกี่ยวแบบคร่าวๆ ก่อนไปลุยสวนกาแฟ
พี่บุ๊งบรรยายร่วมด้วย สรุปว่าไร่นี้โปรเซสดี เชื่อถือได้
จากนั้นก็ปีนขึ้นเขากันเลยครับ ไร่นี้ปลูกแบบเชิงเขาที่มีความชันค่อนข้างมาก ถ้าไม่ระวังอาจจะกลิ้งลงมาคอหักตายได้
เมื่อแยกย้ายกันเก็บก็เงียบเลยครับ แต่ล่ะคนตั้งใจเก็บมา มุมใครมุมมัน เหมือนจะแข่งชิงแชมป์ยังไงยังงั้น

วิธีเก็บคือจับตรงกลางและดึงออกมาตามไลน์ของมัน เพื่อไม่ให้ก้านขั้วหลุดติดมาด้วย (แต่ของผมติดมาเยอะเลย)

ถ่ายกับผลงานการเก็บผลเชอร์รี่ครั้งแรก
ใช้เวลาเก็บประมาณ 2 ชม. ได้มา 4.3 กิโลกรัม สรุปแล้วได้ค่าแรง 22 บาท พี่โขงบอกว่าสถิติสูงสุดของไร่นี้ คือคนเดียวเก็บได้ 109 กิโลกรัม (เก็บทั้งวัน)

เครื่องปลอกเปลือกผลเชอร์รี่แบบมือหมุน
หลังจากนั้นก็มาทำกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว หรือเรียกเท่ห์ว่าโปรเซส เริ่มจากคัดแยกเมล็ดเสียที่ลอยน้ำ นำไปปลอกเปลือกด้วยเครื่องแบบมือหมุน(แบบมอเตอร์ก็มี แต่วิธีมือจะลดการที่เครื่องจะบดเมล็ดแตกได้เยอะกว่า และได้ฟิลกว่า) นำมาลอยน้ำแยกเมล็ดที่ลอยออกอีกครั้งและนำเปลือกที่เหลือออก จากนั้นในถุงแช่น้ำอีก 1 คืน รุ่งเช้านำไปขัดเมือก และใส่ถุงกลับบ้าน ไปตากทำกาแฟกะลา คั่วกินเองด้วยความภาคภูมิใจ

ร้านขายของชำในหมู่บ้าน
ตอนเย็นๆได้เดินเล่นในหมู่บ้าน เพื่อหาของกิน ก็พบว่าทุกบ้านในหมู่บ้านนี้ ทำกาแฟหมดทุกบ้าน มองเข้าไปในบ้านแต่ล่ะบ้านจะมีกระจาดในกาแฟที่เอาไว้ตากตอนเช้า และกระสอบใส่กาแฟเตรียมส่งให้พ่อค้าหรือโรงคั่วที่เดินทางมาซื้อที่หมู่บ้าน

สุดยอดภูมิปัญญาชาวบ้าน
เดินไปเจอกับพี่ที่เหมือนกำลังซักผ้าแต่มีกาแฟอยู่ใกล้ๆ เมื่อไปสอบถามก็ถึงเข้าใจ กำลังขัดเมือกกาแฟอยู่ เป็นอะไรที่ไอเดียดีมาก ใช้เครื่องมือใกล้ตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ต้องพึ่งเครื่องราคาแพง ประหยัดแรง ประหยัดไฟ และที่เด็ดสุดคือ เครื่องนี้ก็ใช้ซักผ้าอีกด้วย!!

โฮมสเตย์ที่ไปอาศัยอยู่ เก็บกาแฟกะลาไว้ในบ้านด้วย

พาชมไร่กาแฟทิปปิก้า
รุ่งเช้าพี่โขงมาพาพวกเราขับรถขึ้นเขาและเดินลุยเข้าไปลึกประมาณ 500 เมตรเพื่อไปดูสวนกาแฟที่มีกาแฟทิปปิก้า ที่ปลูกไว้เป็นรุ่นแรกๆของ ดอยสะเก็ด ผมก็ถือโอกาสเก็บใส่ขวดไปปลูกที่บ้าน หวังว่าจะมีต้นทิปปิก้าไว้ครอบครองบ้าง

ผลกาแฟทิปปิก้าในขวดน้ำ
หลังจากนั้นก็เดินทางลงดอยกลับไปเชียงใหม่ ซื้อของฝากและแยกย้ายกันเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
#1 by โดด on February 2nd, 2010 - 6:22 pm
ดอยแรกที่ไปกับ อ.พัชนี ชื่อ ขุนช่างเคี่ยนครับพี่ เลยดอยปุยไปอีกนิด กำลังดังเลยในโฆษณา AIS
#2 by skipper on February 2nd, 2010 - 8:44 pm
เออๆๆ ใช่ๆ จำชื่อไม่ได้ แต่ทำไมในโฆษณามันสวยกว่าเยอะเลยว้า
#3 by ิิbbliverpool on June 30th, 2010 - 3:41 pm
หมู่บ้านไม่ใช่หมู่บ้านเทพเสด็จนะครับ เทพเสด็จเป็นชื่อของตำบล หมู่บ้านที่พี่โขงอยู่ ชื่อหมู่บ้านแม่ตอน และก็ไม่ใช่อยู่บนดอยสุเทพ(ดอยสุเทพอยู่ในเมืองครับผม) บริเวณไร่ที่พี่โขงอยู่ น่าจะเรียกว่า ดอยแม่ตอนหลวง