ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ทุกท่านที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมบล๊อกเล็กๆของกระผม ขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ ปราศจากโรคภัยใดๆทั้งสิ้น คิดเงินได้เงิน คิดทองได้ทอง นะครับ
หนึ่งปีที่ผ่านมาบนเส้นทางกาแฟของผม ต้นปี เดือนมกราคม จำได้ว่า เอาโบนัสบวกกับเงินเก็บ ไปถอยออสก้ากับไคมาโน่ ออกมาสนองตัณหาของตัวเอง หลังจากที่เสียเงินซื้อเขากิน แล้วไม่ได้ดังใจ ต้องชงกาแฟโบราณแก้ขัดอยู่นาน
หลังจากนั้นก็หากาแฟตามที่ต่างๆมาทดสอบชิม ว่าดีไม่ดีจริง ถามที่เค้าว่าหรือเปล่า ช่วงแรกๆจะหนักไปทางเทลาเต้อาร์ตเสียมาก (ตอนนี้ยังเทไม่ค่อยขึ้นเลย) ได้ไปงานคัปปิ้งของพี่บุ๊ง ได้รู้จักพี่หมีใหญ่ พี่แซม เดือนมีนาคม ร้านกาแฟ มิสเตอร์ลี ของพี่ดมเปิด ช่วงนั้นตื่นเต้นยังกับเป็นเจ้าของร้านเอง ไปกินวันเว้นวันเห็นจะได้ และเพราะว่ามีร้านของพี่ดม ทำให้ผมสามารถหาซื้อกาแฟดีๆได้ไม่ยาก ในเวลาที่จะลงแดงเพราะกาแฟที่บ้านหมด
ตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาย้อนกลับไปดูตัวเองว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงแนวคิดเกี่ยวกับกาแฟบ้าง โดยส่วนตัวแล้วนับวันผมจะยิ่งลงลึกไปเรื่อยๆ เรื่องมากในการกินมากขึ้น จนบ้างครั้งทำให้หาความสุขในการกินกาแฟตามร้านไม่ได้ แต่ในนั้นมันก็ยังมีความสุขปนอยู่
ปีนี้ก็ตั้งใจว่าจะหาความรู้และประสบการณ์ให้มากขึ้นครับ รู้สึกว่าปีกว่าๆที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้รู้เรื่องอะไรลึกซึ้งเลย
สิ้นปีนี้ผมไปเคาดาวที่เขาใหญ่ การไปเขาใหญ่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผม ทั้งที่ผ่านเส้นทางนี้บ่อย แต่ไม่เคยเขาไปลึกๆเลย ผ่านแค่เส้นมิตรภาพเพื่อจะไปกรุงเทพเท่านั้น น่าเสียดายมากผมน่าจะมาเที่ยวตั้งนานแล้ว มีร้านสวยๆเยอะแยะเลย โดยเฉพาะร้านกาแฟ และร้านกาแฟที่ดังที่สุดในเขาใหญ่ในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นร้านกาแฟสถาปันตยากรรมอิตาลี Primo Posto นั้นเองงงงง
เคยเห็นหลายร้านทำกาแฟสไตร์อิตาลีแต่ยังเป็นห้องแถว หรือบ้านทรงไทย นี้เจ้านี้สุดยอดมาก สร้างร้านในสไตร์อิตาลีเลย นอกจากกาแฟแล้วยังมีไอติม สปาเกตตี้และไส้กรอกหมู ให้เลือกกินอีกด้วย สวนก็ตกแต่งในสไตร์อิตาลี(แต่ผมว่าออกแนวอังกฤษ) ต้องยอมรับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถึงแม้ลูกค้าจำนวนมหาศาลที่เข้าในร้านจะมีจุดประสงค์หลักคือมาชมอาคารและสวน และที่ขาดไม่ได้คือ ถ่ายรูปและถ่ายรูป ทำให้คิดถึงร้าน coffe in love ที่ปายขึ้นมาทันใด
ภาพในร้านไม่มีนะครับ หาได้ทั่วไป ถ้าผมเอามาลงก็ซ้ำกับที่อื่นครับ เอาภาพนี้ดีกว่าครับ คิดว่าคงเป็นเจ้าของร้าน เพราะพี่แกนอนอยู่เฉยๆในร้าน ไม่ช่วยคนอื่นทำงานเลยครับ สบายจริงๆ ^^

รสชาติกาแฟไม่ขอวิจารณ์ แต่ไม่เข้าใจว่า มีเครื่องบดสองเครื่อง แต่ทำไมใช้กาแฟตัวเดียวกัน (เท่าที่ใช้ตามอง) แล้วจะมีเครื่องบดสองตัวทำไมเนี่ย หรือว่าใช้งานความละเอียดคนล่ะประเภท อันนี้สงสัยแต่ไม่ได้ถาม เพราะพนักงานยุ่งมากกกก แค่จะหาโอกาสสั่งกาแฟยังยากเลย
ที่เขาใหญ่มีร้านกาแฟเยอะครับ สวยๆเยอะเลย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา มั่วแต่เพลินกับบรรยากาศชิลๆรับลมเย็นๆ ก่อนปีใหม่
แต่ที่อยากจะนำมาลงอีกร้านก็คือ ร้านบ้านทิง ถ้ามาจากเขาใหญ่จะอยู่ก่อนถึง Primo Posto ครับ (ลืมถ่ายรูปร้านมา T-T) ร้านนี้พึ่งเปิดได้ไม่ถึงเดือน เจ้าของร้านอัธยาศัยดีครับ แต่ที่เด็ดคือใช้กาแฟของพี่ต้อมรถตู้ครับ บาริสต้าร้านนี้ไปฝึกวิทยายุทธที่ร้านของพี่ต้อมด้วย ก็เลยใช้กาแฟพีเบอร์รี่ของพี่ต้อมในร้าน และนำออกมาขายปลีกด้วย เลยเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้เอากาแฟของพี่ต้อมไปทดลองบดชิมกันเสียหน่อย เพราะเคยคิดอยากจะได้มาลองเหมือนกัน แต่พี่แกอยู่ไกลถึงเชียงใหม่ แล้วกาแฟก็ส่งมาเร็วมาก ผมซื้อวันที่ 30 บนซองเขียนว่าคั่ววันที่ 29 รับรองว่ากาแฟสดแน่นอน 55

เริ่มต้นปีนี้มาได้ไม่กี่วัน มีทั้งเรื่องดีและไม่ดีครับ เรื่องดีก่อนดีกว่าเนอะ คือได้ไอ้นี่เป็นของขวัญปีใหม่ครับ ประทับมากกก ขอบใจเพื่อนอย่างแรงงงงงง

ข่าวร้ายคือรถชนนิดหน่อยครับ ต้องเอาไปเข้าอู่ เศร้าเลย….
มีโอกาสได้เดินทางผ่าน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นโอกาสอันดีที่จะแวะร้านของพี่หงา คนที่คั่วกาแฟกินเองขายเองด้วยเครื่องจีนี่
การแวะครั้งนี้เป็นการแวะทางขากลับ เนื่องจากตอนขาไป ไปถึงตอนก่อนเที่ยงแล้วร้านปิด ขากลับเลยกลับเย็นๆหน่อย ร้านได้เปิด ตอนขากลับก็ลุ้นเหมือนกันว่าร้านจะเปิดหรือเปล่า ถ้ายังปิดอยู่อีกคงจะเสียดายมากๆ เพราะไม่ได้ผ่านมาบ่อย
แต่แล้วโชคก็ยังเข้าข้าง ร้านเปิดอยู่พอดี ^^

ร้านของพี่หงา หาไม่ยาก อยู่ตรงถนนเส้นหลัก เส้นเดียวกันกับ ขนส่ง แล้วขับมาเรื่อยๆ ก่อนถึงวงเวียน ก็จะเจอร้านของพี่หงาแล้ว
เข้ามาก็จะเจอกับบรรยายกาศของต้นไม้ ในร้านตกแต่งด้วยไม้ซะเยอะ แต่ที่น่าสนใจก็คือ มีเมล็ดกาแฟจากประเทศต่างๆให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย

ในร้านตกแต่งสไตร์ไม้ มีเครื่องเสียงอย่างดีเปิดเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศ มีกาแฟและไอศรีมให้บริการแก่ลูกค้า ร้านของพี่หงาใช้เครื่อง ออสก้าและ วีบีเอ็ม โดโมบาร์

ได้ยินมาว่าร้านนี้ใช้เบลนนอกทั้งหมด เลยสั่งเอสเพรสโซ่มาลองลิ้มชิมราสชาติกันซักหน่อยสิ

เอสเพรสโซ่ เบลนนอก ราคาถูกมากแก้วล่ะ 20 บาท นับว่าเป็น หนึ่งในเอสเพรสโซ่ที่ผมชอบเลยทีเดียว (หรือว่ามันอยู่ในแก้วดัลล่า) รสชาติที่ได้ก็ ..อืมมม อธิบายลำบาก แต่ผมว่าดีเลยล่ะ พี่หงาบอกว่าแก้วนี้ เป็นเบลนของ สุมาตรา+โคลัมเบีย+ อะไรอีกอย่างจำไม่ได้
หลังจากกินเอสเพรสโซ่เสร็จ ก็มาขอซื้อกาแฟคั่วกับพี่หงา พี่แกก็บอกว่าช่วงนี้มี สุมาตรากับโคลัมเบีย 2 ตัวนี้ได้ลองชิมมาบ่อยแล้ว เลยถามว่ามีตัวอื่นเหลือๆบ้างหรือเปล่า พี่แกก็บอกว่าเหลือ โรบัสต้าอินเดีย อยู่นิดหน่อย เลยเข้าทางพอดี เนื่องจากหาโรบัสต้าอินเดีย มาเสพอยู่นานแล้ว เลยขอซื้อแกหมดเลย ซึ่งวันนั้นเหลืออยู่ 200 กรัม พี่หงาก็ขายมาในราคา 130 บาท (ถูกมากๆอีกแล้ว) แกบอกว่าแบ่งๆกันไปกิน ไม่ได้คิดกำไรอะไรมาก
นับว่าร้านของพี่หงาเป็นร้านในอุดมคติของผมเลยทีเดียว เปิดอยู่ในอำเภอที่สงบๆบรรยากาศดีๆ ทำงานประจำ เลิกงานก็กลับมาเปิดร้านเรื่อยๆ สบายๆ คั่วเองขายเอง มีเครื่องชงดีๆ ขายในราคาถูกเพื่อขยายกลุ่มคนกินกาแฟให้กว้างมากขึ้น
ใครผ่านไป อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ก็แวะร้านพี่หงาได้นะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวัง
เห็นกระทู้ของพี่บู๊ง http://bkksprolab.com/?p=540 ที่ไปกินพิซซ่าแล้วตาามด้วยเอสเพรสโซ่ เค้าว่ามันยอดเยี่ยมยิ่งนัก กระผมจะคิดว่าจะเลียนแบบลองดูซะหน่อย แต่ครั้นจะสั่งพิซซ่ามากินคนเดียวยังไงๆอยู่ เลยลงมือทำสปาเกตตี้เองเสียเลย (ขอเปลี่ยนจากพิซซ่าเป็นสปาเกตตี้)

สปาเกตตี้จานนี้ทำแบบง่ายๆ ลวกเส้นเสร็จ ก็ผัดหมูใส่ซอสสำเร็จรูปลงไปก็อร่อยเหาะแล้ว

ต่อไปเป็นเอสเพรสโซ่สำหรับกินตอนท้าย ซึ่งเป็นเมล็ดที่ผมคั่วเองโดยใช้กะทะ คั่วรอบนี้ค่อนข้างเข้มกว่าครั้งก่อนๆหน่อยนึง เพราะครั้งที่แล้วติดปัญหา ข้างในเมล็ดไม่สุก
จากนั้นเก็บใส่โหล ประมาณ 6 วัน (ที่จริงกะว่า 3 วัน แต่ไม่ว่างกิน) สภาพทีได้ก็ตามรูปครับ (เข้มไม่เกรงใจใครแน่นอน)

ไม่มีการคัปเทสให้เสียเวลา ผมเอามาชงเป็นเอสเพรสโซ่ ทันที แก้วแรกก็เอามาดมๆดูๆก่อน เพราะมันคงยังไม่เวิร์ค แก้วที่ 3 นั้นแลที่เป็นเป้าหมายในการตบท้ายหลังจากกินสปาเกตตี้หมูสับซอสแดง
รสชาติที่ออกมาขมเข้มได้ใจมากกกกกก (แต่ชอบแบบคั่วอ่อนมากกว่า)

พึ่งมาร้นี้เองกว่าทำไมหลายๆเจ้าถึงคั่วกาแฟไทยเน้นเข้ม …คือถ้าคั่วไม่เก่ง ก็คั่วเข้มๆไว้ก่อนเถอะน่ะ
และอย่างที่ชื่อหัวข้อครั้งนี้ ทำเองกิน อร่อยที่สุดแล้วครับ ^^
วันที่ 1 ธค. 2551 ผมได้มีโอกาสได้ไปดอยช้างกับ ไทยอราบิก้ารุ่นที่ 11 เดินทางออกจาก ยูนิเซเฟ(ใหม่) มช. ตั้งแต่ 8.00 (เกือบไปไม่ทัน) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. ผ่านขุนเขาบรรยากาศดีๆ ก็ถึง จุดรับผลเชอร์รี่และผลิตสารกาแฟของ Bluekoff

เท่าที่ดูน่าจะพึ่งสร้างได้ไม่นาน ตั้งอยู่บนเนินเขา มีความชั้นค่อนข้างมาก เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ในเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก ส่งเมล็ดกาแฟจากขั้นตอนหนึ่งลงมาอีกขั้นตอนนึง

โดยพี่อ๋าได้อธิบายว่า แต่ล่ะวันจะรับกาแฟจากชาวบ้านที่ดอยช้าง และเข้าสู่ขั้นตอนคือ ล้างน้ำ คัดผลที่ลอยออก >> นำไปบลอกเปลือก >> หมักขั้นตอนแรก 24 ชม. >> นำไปล้างเหมือกที่เหลือให้สะอาด >> หมักน้ำเปล่าอีกรอบ 24 ชม. >> ส่งออกไปตากแดดให้ได้ความชื้นที่เหมาะสม

ที่ต้องมาตั้งโรงรับซื้อเอง ผลิตสารกาแฟเอง เนื่องจาก Bluekoff ต้องการให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่า จะได้กาแฟที่มาจากดอยช้างจริงๆ ไม่ได้ถูกขนจากดอยอื่นมาขาย แถมยังควบคุมคุณภาพในการผลิตได้เองอีกด้วย

บรรยากาศรอบๆ วิวสวยมากครับ ลมดี แดดดี (ไปหน่อย) อากาศเย็นตลอดปี เหมาะแก่การมาอยู่ในที่แบบนี้เสียจริงๆ
ต่อจากนั้นเป็นการเดินทางไป บริษัท ดอยช้าง ผู้ผลิตกาแฟไทยไปกาแฟโลก (แล้วเมื่อไหร่บอลไทยจะไปบอลโลก) โดยการเดินทางต้องเปลี่ยนจากรถตู้ ไปนั่งรถ 4×4 กันแล้วล่ะครับ เพราะว่าทางชันมาก แถมไม่ราดยางเสียด้วย อยากจะถ่ายรูปมาให้ดูกันจริงๆ แต่ตอนนั้นแค่เกาะรถไม่ให้ตกหน้าผาก็จะไม่รอดอยู่แล้ว ..แล้วกว่าจะขึ้นไปถึง พวกที่นั้งข้างหลัง ก็ผมเปลี่ยนสีกันหมดทุกคนล่ะครับ 555+

มาถึงแล้วครับ ออฟฟิตของ บ.ดอยช้าง ในข้างเป็นร้านกาแฟ+โรงอาหารชื่อ espresso kitchen ทุกคนเมื่อเดินไปถึง ก็ถล่มสั่งกาแฟกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทำเอาบาริสต้าที่นั้น ทำกันไม่ทันเลยทีเดียว

แต่สำหรับผมแล้ว ไปทุกร้าน อย่างแรกที่มองคือ …เครื่องชง ครับ ดูเครื่องชงที่นี้ซะก่อน Reneka viva S 2 หัวเชียวนะ ไม่ธรรมดา นี้ขนาดร้านอยู่สูงและเดินทางมาลำบาก ลูกค้าวันนึงคงไม่เยอะ ยังลงทุนขนาดนี้ อยากให้ร้านอื่นๆ ลงทุนแบบนี้บ้างจังเลยครับ ราคากาแฟก็ทั่วๆไปครับ 30-40 บาท
หลังจากนั้นเป็นเวลาอาหารเที่ยงครับ กินกันที่ espresso kitchen นี้ล่ะ อาหารที่นี้อร่อยมาก (หรือเราหิวกันแน่?) และก็เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันทั่วๆไป
กินเสร็จก็ออกเดินเท้าไปดูระบบการผลิตกาแฟของ บ.ดอยช้าง กันว่าเป็นอย่างไร จุดเด่นที่ผมสนใจคือเครื่องคั่วราคาหลักสิบล้าน ที่เดินทางมาก็อยากจะมาดูเจ้าเครื่องนี้ด้วยตาตัวเองด้วย ขอลูบๆคล่ำๆก็ยังดี

เห็นเครื่องตัวจริงครั้งแรก เล็กกว่าที่จิตนาการเอาไว้เยอะ ช่วงที่เข้าไปเป็นช่วงที่กำลังทำการคูลลิ่งพอดี จากนั้นก็ใช้ท่อดูดกาแฟขึ้นด้านบนไปใส่ถัง ไม่แน่ใจว่าการดูดกาแฟขึ้นไปเนี่ย จะช่วยเรื่องให้เย็นเร็วขึ้นหรือว่ามีส่วนอื่นด้วย อันนี้ก็ไม่ได้ถามเจ้าหน้าที่ ที่คั่ว เพราะมั่วแต่ถ่ายรูป


อยู่ในโรงคั่วได้ไม่นาน กลัวรบกวนการคั่วกาแฟ เราก็ออกเดินทางไป โรงเก็บสารกาแฟที่อยู่ติดๆกัน ที่หน้าโรงเก็บมีชาวเขา เลี้ยงลูกไปด้วย คัดเมล็ดกาแฟไปด้วย เป็น ธุรกิจในครอบครัวดีนะ

กาแฟในโรงบ่มแห่งนี้ เมื่อบ่มได้เวลา ก็จะส่งออกยังลูกค้าตามประเทศต่างๆ ทั่วโลกครับ (ดั่งว่ากาแฟไทย ไปกาแฟโลก)

บ่ายสองกว่า ก็เป็นเวลาไปเที่ยวดูจุดชมวิวที่สวยๆของดอยช้าง เป็นของแถมทริปการเดินทางครั้งนี้ และก็เดินทางกลับถึงเชียงใหม่ในเวลาทุ่มกว่า เป็นอันจบทริปดอยช้างในหนึ่งวันครับ
** ต้องขอขอบคุณ พี่อ๋า ที่ให้เดินทางไปชมทริปดอยช้างในครั้งนี้ด้วยครับ
